
หลายโรงงานที่กำลังพิจารณาทำพื้น Epoxy ใหม่ มักมีคำถามเดียวกันว่า พื้นคอนกรีตเดิมที่เคยมีปัญหาความชื้น หรือมีประวัติน้ำซึมจากใต้ดิน จะสามารถทำพื้น Epoxy ทับได้หรือไม่ คำตอบคือทำได้ หากผ่านการตรวจสอบและเตรียมพื้นอย่างถูกวิธีตามหลักวิศวกรรม บทความนี้รวบรวมสาเหตุ วิธีตรวจสอบ และขั้นตอนแก้ไขปัญหาความชื้นใต้พื้นอย่างละเอียด เพื่อให้พื้น Epoxy ที่ทำใหม่ใช้งานได้ยาวนานโดยไม่เกิดปัญหาซ้ำ

คอนกรีตเป็นวัสดุที่มีรูพรุน (porous) ความชื้นที่สะสมอยู่ใต้พื้น ไม่ว่าจะมาจากระดับน้ำใต้ดินสูง พื้นอยู่ติดดินโดยไม่มีแผ่นกันซึม (vapor barrier) หรือเคยมีประวัติน้ำรั่วซึม จะค่อย ๆ ระเหยขึ้นมาผ่านเนื้อคอนกรีตในรูปของไอน้ำอยู่ตลอดเวลา (Moisture Vapor Transmission) เมื่อเคลือบผิวด้วย Epoxy ซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่ยอมให้ไอน้ำผ่าน (non-breathable) ไอน้ำที่สะสมอยู่ใต้ชั้นเคลือบจะสร้างแรงดัน (Vapor Pressure) ดันให้พื้นพอง เกิดฟองอากาศ หรือทำให้แรงยึดเกาะระหว่าง Epoxy กับพื้นคอนกรีตลดลง จนเกิดการหลุดล่อนในที่สุด

ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง ทีมงานจะตรวจวัดความชื้นผิวหน้าพื้นคอนกรีตด้วยเครื่อง Protimeter BLD2000 Moisture Meter ซึ่งเป็นเครื่องวัดความชื้นแบบปักเข็ม (pin-type) แสดงผลเป็นระดับ WME (Wood Moisture Equivalent) ผ่านหน้าจอ LED ไล่สี โดยทั่วไปค่าที่อยู่ในโซนเขียว (ต่ำกว่า 18%) ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เริ่มงานเคลือบ Epoxy ได้ ส่วนโซนเหลือง (18-20%) และโซนแดง (เกิน 20%) บ่งชี้ว่าพื้นยังมีความชื้นสะสมสูง ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษก่อนตัดสินใจเริ่มงาน
เครื่องวัดชนิดนี้ให้ค่าความชื้นแบบสัมพัทธ์ (relative) เหมาะสำหรับสำรวจเปรียบเทียบระดับความชื้นในแต่ละจุดของหน้างานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำในเชิงเปรียบเทียบ จึงเป็นขั้นตอนคัดกรองเบื้องต้นที่จำเป็นก่อนเริ่มงานทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม แม้ผลตรวจจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ทางบริษัทยังแนะนำให้ติดตั้งระบบ Moisture Barrier (ระบบบล็อกความชื้น) ทุกครั้งที่ทำพื้นทับพื้นเดิมซึ่งเคยมีประวัติความชื้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงในระยะยาวไว้ก่อน

ระบบ Moisture Barrier หรือระบบบล็อกความชื้น คือชั้นรองพื้นพิเศษที่ติดตั้งก่อนชั้นเคลือบ Epoxy เพื่อป้องกันไอน้ำจากใต้พื้นดันขึ้นมาทำลายชั้นผิว โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Epoxy Moisture Barrier (ชั้นรองพื้นสูตรพิเศษที่ทนความชื้นสูง เหมาะกับพื้นที่มีค่า RH ปานกลางถึงสูง) และระบบ Vapor Barrier แบบแผ่น (ใช้ในกรณีพื้นที่มีปัญหาความชื้นรุนแรง) ทีมวิศวกรจะเลือกระบบที่เหมาะสมตามผลตรวจความชื้นหน้างานและลักษณะหน้างานจริง โดยไม่ใช้สเปคเดียวกันกับทุกพื้นที่

ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หากโครงสร้างพื้นเดิมยังแข็งแรง สามารถขัดผิวเดิมออกบางส่วนแล้วติดตั้งระบบ Moisture Barrier ทับได้ แต่หากพื้นเสียหายรุนแรงอาจจำเป็นต้องรื้อออกทั้งหมด
ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และผลตรวจความชื้นหน้างาน โดยเฉลี่ยจะเพิ่มระยะเวลาทำงานจากการเคลือบ Epoxy ปกติประมาณ 1-2 วัน ทั้งนี้ระยะเวลารวมตั้งแต่สำรวจหน้างานจนงานเสร็จสมบูรณ์ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 วัน
หากโรงงานของท่านมีจุดเสี่ยงลื่นล้มที่ยังไม่ได้แก้ไข แนะนำให้ติดต่อทีมวิศวกรเพื่อลงพื้นที่ประเมินความเสี่ยงและออกแบบระดับความฝืดของผิวพื้นให้เหมาะสมกับแต่ละจุดใช้งาน
📌 ติดต่อสอบถามและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Epoxy, พื้น Pu, ติดต่อได้ที่
Facebook : infinityinnovatechthailand
Line : https://lin.ee/u68Iykg
Email : [email protected]